บทนำ
ดินเป็นแหล่งให้ธาตุอาหารแก่พืชเพื่อการเจริญเติบโตและให้ผลผลิต เมื่อมีการนำผลผลิตออกไปจากดินย่อมหมายถึงดินได้สูญเสียธาตุอาหารส่วนหนึ่ง ซึ่งเป็นธาตุอาหารที่อยู่ในผลผลิตพืช ยิ่งมีการปลูกพืชติดต่อกันเป็นเวลานาน การสูญเสียธาตุอาหารออกไปจากดินก็ยิ่งมากขึ้น ในอดีตดินปลูกยางพารามีความอุดมสมบรูณ์สูงเนื่องจากเป็นการเปิดป่าใหม่ แต่การปลูกยางปัจจุบันเป็นการปลูกยางติดต่อกันซ้ำบนที่ดินเดิมเป็นเวลานานกว่า 40 ปี นับตั้งแต่มีการส่งเสริมการปลูกยาง และธาตุอาหารบางส่วนสูญเสียไปกับไม้ยางที่โค่นเพี่อปลูกแทนใหม่ในกระบวนการสะสมชีวมวล ประกอบกับระบบนิเวศน์ที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ปริมาณธาตุอาหารในดินลดลงในการเก็บเกี่ยวผลผลิตน้ำยาง 1 ตัน ดินจะสูญเสีย ไนโตรเจน 20 กิโลกรัม ฟอสฟอรัส 5 กิโลกรัม โพแทสเซียม 25 กิโลกรัม แคลเซียม 4 กิโลกรัม แมกนีเซียม 5 กิโลกรัม และซัลเฟอร์ 2 กิโลกรัม หากไม่มีการใส่ปุ๋ยเพื่อชดเชยธาตุอาหารที่สูญเสียไปกับน้ำยางจะทำให้ขาดสมดุลของธาตุอาหารในดิน ความอุดมสมบรูณ์ของดินต่ำ มีผลทำให้ศักยภาพผลิตลดลง ดังนั้นปุ๋ยจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องให้กับยางพาราเพื่อประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตและให้ผลผลิตยาง และเพื่อรักษาความอุดมสมบรูณ์ของปริมาณธาตุอาหารในดินเพื่อให้ผลผลิตอย่างยั่งยืน

ความรู้เรื่องดิน
ยางพาราสามารถเจริญเติบโตได้ดีในดินที่มีความอุดมสมบรูณ์สูงหรือปานกลาง และสามารถปรับตัวได้ในสภาพของดินที่มีความอุดมสมบรูณ์ต่ำหรือค่อนข้างต่ำ ความอุดมสมบรูณ์ของดินปลูกยางย่อมแตกต่างกันตามวัตถุกำเนิดดิน ดินปลูกยางแต่ละสภาพพื้นที่จะมีปริมาณธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง และจุลธาตุในดินแตกต่างกัน สถานะธาตุอาหารที่แตกต่างกันตามชุดดิน พันธุ์ยางและอายุของต้นยางธาตุอาหารพืชเหล่านี้จำเป็นต่อยางพารา ซึ่งจะมีผลในการเพิ่มการเจริญเติบโตและส่วนที่ให้ผลผลิตของต้นยาง เช่น เปลือกและท่อน้ำยาง ต้นยางมีความต้องการจุลธาตุปริมาณน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับธาตุอาหารหลักและธาตุอาหารรอง จุลธาตุส่วนใหญ่จะมีบทบาทสำคัญต่อกระบวนการทางสรีรวิทยาของต้นยาง การปลูกยางพารา ถึงแม้ว่าดินบางชนิดอาจมีจุลธาตุในปริมาณเพียงพอ แต่ไม่ได้หมายความว่าพืชจะสามารถดูดธาตุอาหารเหล่านี้ไปใช้ในปริมาณที่เพียงพอสำหรับพืชได้  ทั้งนี้ย่อมขึ้นอยู่กับความเป็นกรด-ด่างของดิน (พีเอช) อินทรียวัตถุ และปฏิสัมพันธ์ระหว่างธาตุอาหารพืช โดยทั่วไปยางพาราที่ปลูกในดินที่มีสภาพเหมาะสมจะสามารถเปิดกรีดได้เร็วและให้ผลตอบแทนสูง ดังนั้น ดินจึงเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญต่อการผลิตสูง นอกเหนือจากการเลือกใช้พันธุ์ยาง การเขตกรรมที่ถูกต้องซึ่งการจัดการดิน การปลูกพืชคลุมดิน

สมบัติทางเคมีของดินที่สามารถใช้เป็นเครื่องบ่งบอกถึงความอุดมสมบรูณ์ของดิน ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับการใส่ มีปัจจัยทีสำคัญ ดังนี้

ความเป็นกรด-ด่าง ของดิน
ความเป็นกรดของดินมีความสำคัญอย่างมากต่อการเจริญเติบโตของพืช เนื่องจากสภาพของความเป็นกรด-ด่างของดินเกี่ยวข้องกับระดับธาตุในดินที่พืชจะนำไปใช้ประโยชน์ได้ การบอกสภาพความเป็นกรด-ด่างของดินจะบอกเป็นค่าพีเอช ซึ่งมีค่าระหว่าง 1 ถึง 14 โดยมีสภาพความเป็นกลางของดิน จะอยู่ที่ 7.0
เมื่อค่าพีเอชที่วัดได้ในดินต่ำกว่า 7.0 จะบอกสภาพความเป็นกรด ถ้ามีค่าต่ำกว่า 7.0 มากเท่าใด ความเป็นกรดก็ยิ่งรุนแรงมากขึ้น ดินที่เป็นกรดรุนแรงจะเป็นตัวบอกว่าดินจะมีระดับธาตุอาหารบางธาตุที่พืชนำไปใช้ประโยชน์ได้ค่อนข้างต่ำ เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม รวมทั้งโพแทสเซียมด้วย
ดินที่มีค่าพีเอชสูงกว่า 7.0 จะบอกสภาพความเป็นด่าง ทำนองเดียวกันยิ่งมีค่ามากขึ้นก็ยิ่งเป็นด่างมากขึ้น การที่ดินมีพีเอชสูงกว่า 8.5   มักจะมีแคลเซียมต่ำ เนื่องจากดินจะมีธาตุโซเดียมอยู่มากเกินไปจนทำให้พืชเกิดอาการขาดแคลเซียมและแมกนีเซียมได้ ดินทั่วไปจะมีระดับแคลเซียมและแมกนีเซียมเพียงพอ แต่ถ้าดินมีพีเอชต่ำกว่า 5.5 หรือสูงกว่า 8.5 พืชจะแสดงอาการขาดแคลเซียมและแมกนีเซียมได้
โดยทั่วไปยางพาราสามารถเจริญเติบโตได้ในดินที่มีความเป็นกรด-ด่าง ระหว่าง 3.8 – 6 อย่างไรก็ตามยางพาราชอบดินที่เป็นกรด ความเป็นกรด – ด่าง ของดินที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง 4.5 – 5.5 ดังนั้นดินปลูกยางส่วนใหญ่จึงมักมีธาตุแคลเซียม แมกนีเซียม และโพแทสเซียมต่ำ ธาตุฟอสฟอรัสอยู่ในรูปที่เป็นประโยชน์ต่ำ ส่วนจุลธาตุ เช่น เหล็ก แมงกานีส สังกะสี ทองแดง และโบรอน จะเป็นประโยชน์ต่อพืชได้ดีจนถึงขั้นอาจเป็นพิษได้ ส่วนโมลิบดินัม ละลายได้ดีในสภาพดินที่เป็นกรดเล็กน้อย หากความเป็นกรด- ด่างของดินต่ำกว่า 4.5 ความสามารถในการละลายของธาตุอาหารในดินจะต่ำถึงต่ำมาก ยกเว้นเหล็ก และแมงกานีสในดินจะละลายเป็นประโยชน์ต่อต้นยางได้ดี จนอาจเป็นพิษ และหากความเป็นกรด- ด่างของดินสูงกว่า 8.5 ในสภาพดินที่เป็นด่างหรือดินเค็ม จุลธาตุอาหารจะเป็นประโยชน์ต่อพืชได้น้อยจนเกิดการขาด ซึ่งการขาดจุลธาตุเหล่านี้จะสัมพันธ์กับการเกิดโรคของยางพาราทำให้ต้นยางไม่ต้านโรค นอกจากนี้ฟอสเฟตในดินที่พืชจะใช้ประโยชน์ได้จะลดลงด้วย เนื่องจากฟอสเฟตถูกตรึงโดยแคลเซียมและแมกนีเซียม และหากดินมีโซเดียมมากเกินไป จะทำให้พืชขาดแคลเซียมและแมกนีเซียมได้

อินทรียวัตถุในดิน
อินทรียวัตถุในดินมีผลต่อสมบัติทางกายภาพของดิน เช่น ทำให้ดินจับตัวเป็นก้อน เพิ่มช่องว่างในดินให้มากขึ้น ลดการแน่นทึบจากการกระแทกของเม็ดดินทำให้ลดปริมาณไหลบ่าหน้าดินของน้ำ ลดการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิดินอย่างฉับพลัน และทำให้ลดการระเหยของน้ำจากหน้าดิน นอกจากนี้อินทรียวัตถุยังเป็นตัวกลางในการปรับเปลี่ยนสมดุลของธาตุอาหารพืชในดิน ช่วยต้านทานการเปลี่ยนแปลงปฏิกิริยาของดิน ทำให้ปฏิกิริยาดินค่อยเป็นค่อยไป และเป็นธาตุอาหารพืชโดยตรง เมื่ออินทรียวัตถุสลายตัวจะปลดปล่อยไนโตรเจนจากสารประกอบอินทรีย์ไนโตรเจนให้เป็นอนินทรีย์ไนโตรเจนที่เป็นประโยชน์ต่อพืช นอกจากนี้ยังช่วยเร่งปฏิกิริยาเคมีเพื่อทำให้ธาตุบางชนิดละลายออกมาได้มากขึ้น ช่วยดูดซับธาตุอาหารพืชได้มากขึ้น และช่วยต้านความเค็มหรือสารพิษบางชนิดในดิน นอกจากนี้อินทรียวัตถุยังมีผลต่อสมบัติทางชีวภาพของดิน เป็นแหล่งอาหารและพลังงานของจุลินทรีย์ดิน เป็นอาหารของสัตว์ในดินชนิดอื่น ๆ และเกิดสมดุลทางธาตุอาหารกับสิ่งมีชีวิตในดินโดยทั่วไปดินปลูกยางพารามีปริมาณอินทรีย์วัตถุในดินต่ำ วิธีการเพิ่มอินทรียวัตถุในดินปลูกยางที่เหมาะสมที่สุด คือการปลูกพืชคลุมดินตระกูลถั่วระหว่างแถวยาง ดังนั้นทางที่ดีที่สุดคือการป้องกันไม่ให้อินทรียวัตถุในดินสูญเสียไปอย่างรวดเร็ว ระบบการจัดการดินเป็นการเพิ่มเศษซากพืชให้กลับคืนสู่ดินเท่าที่จะเป็นไปได้หรือการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ชนิดต่าง ๆ กับดินที่มีอินทรีย์วัตถุต่ำจะเป็นหนทางหนึ่งในการรักษาระดับของอินทรีย์วัตถุให้คงอยู่

เนื้อดิน
เนื้อดิน หมายถึง สมบัติของดินที่บ่งถึงขนาดของชิ้นส่วนสารต่าง ๆที่ประกอบกันขึ้นเป็นดิน หมายถึงความหยาบ หรือความละเอียดของชิ้นส่วนขององค์ประกอบหลักของดิน เนื้อดินเป็นปัจจัยที่มีผลต่อการใส่ปุ๋ยชนิดของเนื้อดินที่แตกต่างกันจะมีความสามารถในการดูดซับและแลกเปลี่ยนธาตุอาหารได้ในระดับที่แตกต่างกัน กลุ่มดินร่วนเหนียว มีความสามารถในการดูดซับอาหารและน้ำได้สูง ได้แก่ ดินร่วน ดินร่วนเหนียว และดินเหนียว กลุ่มดินร่วนทราย มีความสามารถดูดซับธาตุอาหารและน้ำต่ำกว่ากลุ่มดินร่วนเหนียว เช่น ดินร่วนทราย ดินทรายร่วน และดินทราย ดังนั้น การใช้ปุ๋ยยางพาราจึงได้แนะนำตามชนิดของเนื้อดิน

สีของดิน
สีของดินมักขึ้นอยู่กับปริมาณอินทรียวัตถุ ชนิดของสารประกอบของธาตุ และระดับความชื้นของดินอินทรีย์วัตถุมีผลทำให้ดินมีสีคล้ำ นอกจากนี้หากดินมีจุดประสีเหลืองหรือสีแดง แสดงให้เห็นว่าการถ่ายเทอากาศในดินไม่สม่ำเสมอ ดินระบายน้ำไม่ดี สีของดินยังบอกถึงความชื้นในดิน ดินในบริเวณที่มีความชื้นสูงจะมีสีคล้ำกว่าดินในบริเวณแห้งแล้ง

แหล่งของธาตุอาหารพืช
แหล่งของธาตุอาหารพืชที่ใช้ในสวนยาง มาจากแหล่งใหญ่ 2 แหล่งคือธาตุอาหารจาก ปุ๋ยอนินทรีย์และธาตุอาหารจากปุ๋ยอินทรีย์

ธาตุอาหารจากปุ๋ยอนินทรีย์
ปุ๋ยอนินทรีย์เป็นแหล่งของธาตุอาหารที่มีต้นกำเนิดสิ่งที่ไม่มีชีวิต หรืออยู่ในรูปของอนินทรีย์สารหรือแร่ธาตุ เป็นสารประกอบทางเคมี ส่วนมากจะอยู่ในรูปของเกลือหาได้จากธรรมชาติโดยการขุดหรือผลิตจากโรงงาน เพื่อนำมาใช้เป็นปุ๋ยโดยเฉพาะหรือจากผลพลอยได้จากโรงงานอุตสาหกรรม มักจะเรียกปุ๋ยประเภทนี้ว่าปุ๋ยเคมี หรือปุ๋ยวิทยาศาสตร์ ปุ๋ยเคมีที่ใช้อยู่ในสวนยางมีหลายชนิด สามารถแบ่งเป็นปุ๋ยที่ให้ธาตุอาหารต่าง ๆดังนี้
1. ปุ๋ยที่ให้ธาตุไนโตรเจน เป็นปุ๋ยที่ให้ธาตุไนโตรเจนแก่ต้นยาง ที่รู้จักแพร่หลาย และหาได้ง่ายในท้องตลาด ได้แก่ แอมโมเนียมซัลเฟต (21-0-0) และยูเรีย (46-0-0) ปุ๋ยทั้งสองชนิดนี้ให้ผลแก่การเจริญเติบโตของต้นยางใกล้เคียงกัน แต่ปุ๋ยยูเรียระเหิดเป็นแก็ซในรูปของแอมโมเนียได้ง่าย หากใส่โดยวิธีคราดกลบให้ปุ๋ยอยู่ในดินลึกประมาณ 5-10 เซนติเมตร จะป้องกันการสูญเสียของปุ๋ยยูเรียได้
2. ปุ๋ยที่ให้ธาตุฟอสฟอรัส ได้แก่ ปุ๋ยหินฟอสเฟต (0-3-0) ดับเบิลซูเปอร์ฟอสเฟต (0-40-0) และทริบเปิลซูเปอร์ฟอสเฟต (0-46-0) โมโนแอมโมเนียมฟอสเฟต (11-52-0) ไดแอมโมเนียมฟอสเฟต (18-46-0) ปุ๋ยหินฟอสเฟตเป็นปุ๋ยที่มีธาตุฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ต่ำ แต่มีประสิทธิภาพในการละลายได้ดีในดินที่เป็นกรด และมีผลตกค้างในดินได้นาน ส่วนปุ๋ยดับเบิลซูเปอร์ฟอสเฟต ทริบเปิลซูเปอร์ฟอสเฟต โมโนแอมโมเนียมฟอสเฟต และไดแอมโมเนียมฟอสเฟต เป็นปุ๋ยที่มีฟอสเฟตที่เป็นประโยชน์สูง ทำให้ต้นยางเจริญเติบโตในปีแรกดีกว่าปุ๋ยหินฟอสเฟต แต่หลังจากนั้นประสิทธิภาพของปุ๋ยฟอสเฟตทุกชนิดทำให้การเจริญเติบโตของต้นยางใกล้เคียงกัน
3. ปุ๋ยที่ให้ธาตุโพแทสเซียม ได้แก่ โพแทสเซียมคลอไรด์ (0-0-60) และโพแทสเซียมซัลเฟต (0-0-50) ปุ๋ยทั้ง 2 ชนิดนี้ละลายน้ำได้ง่าย และให้ผลต่อการเจริญเติบโตของต้นยางใกล้เคียงกัน แต่ปุ๋ยโพแทสเซียมคลอไรด์หาได้ง่ายและมีราคาถูกกว่า
4. ปุ๋ยที่ให้ธาตุแมกนีเซียม เช่น ปุ๋ยแมกนีเซียมซัลเฟตหรือคีเซอไรท์หรือปูนโดโลไมท์ ที่ให้ธาตุแมกนีเซียมและแคลเซียม
ปุ๋ยเคมีที่ให้ธาตุอาหารเหล่านี้นอกจากจะให้ธาตุอาหารหลักแล้ว บางชนิดยังให้ธาตุอาหารรองอีกด้วย ซึ่งแหล่งของธาตุอาหารพืชเหล่านี้สามารถนำมาใช้เป็นแม่ปุ๋ยในการผสมปุ๋ยใช้เองได้ โดยพิจารณาจากราคาต่อหน่วยของธาตุอาหาร ผลพลอยได้ของธาตุอาหารรอง และความสะดวกในการจัดซื้อ

ธาตุอาหารจากปุ๋ยอินทรีย์
ปุ๋ยอินทรีย์ เป็นแหล่งของธาตุอาหารพืชที่มีส่วนประกอบเป็นอินทรีย์สารที่ได้จากสิ่งมีชีวิต นอกจากนี้ยังรวมถึงซากพืชและสัตว์ที่ไถกลบลงบนดิน ผลพลอยได้จากอุตสาหกรรมอาหารและตะกอนน้ำเสีย ปุ๋ยอินทรีย์ เป็นปุ๋ยที่เกษตรกรใช้บำรุงดินกันมานานในลักษณะของการทิ้งซากพืชและวัชพืช หลังจากเก็บเกี่ยวพืชหลักในแต่ละปีแล้ว กลับคืนลงในดิน และปล่อยให้เน่าเปื่อยผุพังตามธรรมชาติ เป็นการเพิ่มอินทรีย์สารลงไปในดินวิธีหนึ่งแต่เนื่องจากประเทศไทยเป็นเขตร้อนชื้นทำให้การสลายตัวของอินทรีย์สารเกิดขึ้นรวดเร็ว จึงไม่เพียงพอที่จะรักษาระดับอินทรียวัตถุที่ลดลงในแต่ละปีให้กลับสู่ระดับเดิมได้ จำเป็นต้องใส่ปุ๋ยอินทรีย์เพิ่มเติม การใส่ปุ๋ยอินทรีย์ให้แก่พืชมีวัตถุประสงค์หลักคือ
1. รักษาสมบัติทางกายภาพ เคมี และชีวภาพของดินให้ดีอยู่เสมอ ทำให้ดินมีสภาพเหมาะแก่การเจริญของราก ทำให้รากพืชชอนไชได้ไกลและลึกกว่าเดิม สามารถหาอาหารได้ดียิ่งขึ้น มีการกระจายของรากหนาแน่นจึงมีประสิทธิภาพในการดูดธาตุอาหารและน้ำสูง
2. เพิ่มธาตุอาหารรอง ได้แก่ แคลเซียม แมกนีเซียม ซัลเฟอร์ และจุลธาตุได้แก่ เหล็ก ทองแดง สังกะสี และแมงกานีส โดยทำให้ธาตุเหล่านี้อยู่ในรูปคีเลต ที่พืชใช้ได้ง่าย
3. เพิ่มธาตุอาหารหลักไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม แต่ปริมาณของแต่ละธาตุจะมีน้อยไม่เพียงพอสำหรับพืช
4. การมรอินทรียวัตถุในดินเพียงพอจะช่วยเพิ่มประชากรจุลินทรีย์และส่งเสริมกิจกรรมของจุลินทรีย์ทำให้ปลดปล่อยธาตุอาหารต่าง ๆในดินสูงขึ้น

แหล่งของปุ๋ยอินทรีย์มี ดังนี้
1. พืชคลุมดินตระกูลถั่ว พืชคลุมดินตระกูลถั่วชนิดเลื้อย เป็นแหล่งของอินทรียวัตถุที่สำคัญของยางพารา พื้นที่ระหว่างแถวยางหากไม่ปลูกพืชแซมยาง แนะนำให้ปลูกพืชคลุมดิน ซึ่งนอกจากจะช่วยป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน ควบคุมวัชพืช ลดการใช้สารเคมีในสวนยางแล้ว พืชคลุมดินจะช่วยเพิ่มธาตุอาหารโดยเฉพาะ ไนโตรเจน และเพิ่มอินทรียวัตถุให้แก่ดิน โดยการตรึงไนโตรเจนจากอากาศและการสลายตัวของเศษซากพืชคลุม พืชคลุมดินตระกูลถั่วชนิดเลื้อยที่แนะนำปลูกในสวนยาง มี 4 ชนิด คือ คาโลโปโกเนียม เซนโตรซีมา เพอราเรีย และซีรูเลียม พืชคลุมแต่ละชนิดมีสมบัติดีเด่นแตกต่างกัน ฉะนั้นเพื่อให้การปลูกพืชคลุมมีประสิทธิภาพจึงควรผสมเม็ลดพืชคลุมเข้าด้วยกัน เพื่อให้คลุมพื้นที่ได้รวดเร็วทนต่อสภาพร่มเงา และความแห้งแล้งและให้ปริมาณเศษซากพืชสลายตัวได้มาก ในช่วง 3 ปีหลังจากปลูกพืชคลุมดินตระกูลถั่วผสม 3 ชนิด ได้แก่ เพอราเรีย คาโลโปโกเนียมและเซนโตรซีมา ในระหว่างแถวยาง เมื่อใบและเถาว์พืชคลุมดินสลายตัวแล้วจะให้ธาตุไนโตรแก่ดิน 36.7 กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งเท่ากับปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต 174 กิโลกรัมต่อไร่ และในระยะเวลา 5 ปี จะสลายตัวให้อินทรียวัตถุและปลดปล่อยธาตุไนโตรเจนลงดินถึง 56.5 กิโลกรัมต่อไร่ หรือคิดเป็นปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต 269 กิโลกรัมต่อไร่
2. ปุ๋ยมูลสัตว์ เป็นปุ๋ยอินทรีย์ที่ได้จากมูลสัตว์ต่าง ๆ ได้แก่ มูลไก่ มูลเป็ด มูลสุกร มูลโค มูลกระบือ มูลค้างคาว ปุ๋ยอินทรีย์ที่ได้จากมูลสัตว์มีปริมาณธาตุอาหารต่ำ ในการนำมูลสัตว์ไปใช้กับพืชต่าง ๆ ไม่ควรใช้มูลสดกับพืชโดยตรง ควรผ่านการหมักก่อนนำไปใช้ มูลค้างคาวเป็นมูลที่มีธาตุอาหารสูงโดยเฉพาะธาตุฟอสฟอรัสจึงเหมาะกับการใช้ในดินที่มีสภาพเป็นกรด นอกจากนี้ปุ๋ยคอกก็เป็นปุ๋ยอินทรีย์ที่ได้จากการนำเศษซากพืชต่าง ๆ ใส่ในคอกสัตว์เพื่อผสมกับมูลสัตว์ที่ปล่อยมาในคอก เป็นวิธีการทำปุ๋ยที่ง่ายกว่าปุ๋ยหมัก
3. ปุ๋ยหมัก เป็นปุ๋ยอินทรีย์ที่ได้จากการแปรสภาพของเศษซากพืชเป็นส่วนใหญ่ เกิดจากการย่อยสลายของเชื้อจุลินทรีย์หลายชนิด โดยทั่วไปปุ๋ยหมักจะมีธาตุอาหารต่ำ ไนโตรเจนระหว่าง 0.6-2.5 % ฟอสฟอรัส 0.5-1.9 % และโพแทสเซียม 0.6-1.8 % นอกจากนี้ยังมีธาตุอาหารรองและจุลธาตุในปริมาณที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับวัสดุอินทรีย์ที่นำมาทำปุ๋ยหมักและเทคนิคการผลิต
4. ปุ๋ยพืชสด เป็นปุ๋ยอินทรีย์ที่ได้จากการไถกลบพืชขณะที่สดอยู่ในดิน อายุของพืชที่ควรไถกลบจะแตกต่างกันตามชนิดของพืช แต่ควรเป็นพืชที่เจริญเติบโตเร็ว และสะสมน้ำหนักแห้งได้สูง ให้ปริมาณธาตุไนโตรเจนสูง เมล็ดหาง่าย พืชที่ปลูกส่วนใหญ่ ได้แก่ ถั่วลาย ถั่วพุ่ม ไมยราพไร้หนาม โสนอินเดีย โสนแอฟริกัน ถั่วพร้า ถั่วมะแฮะ และกระถิน การปลูกพืชตระกูลถั่วเป็นปุ๋ยพืชสดนั้นจะช่วยบำรุงดิน และเพิ่มไนโตรเจนได้มากกว่าการใช้พืชชนิดอื่น
5. ปุ๋ยชีวภาพ หมายถึง ปุ๋ยที่มีจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพสูงอยู่เป็นจำนวนมาก เมื่อใส่ลงในดินแล้วทำให้พืชได้รับธาตุอาหารมากขึ้น ปุ๋ยชีวภาพที่แนะนำในปัจจุบัน ได้แก่ปุ๋ยชีวภาพที่มีเชื้อบักเตรี เช่น ไรโซเบียมมีแบคทีเรียที่สร้างปมที่รากถั่ว ช่วยตรึงไนโตรเจนจากอากาศให้ปุ๋ยไนโตรเจนแก่พืช เชื้อไมโคไรซ่า เป็นจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ในระบบพึ่งพากันและกัน ส่วนของเส้นใยที่พันกับรากจะชอนไชเข้าไปในดิน ช่วยดูดธาตุอาหารในดินโดยเฉพาะธาตุฟอสฟอรัสให้เป็นประโยชน์แก่พืช
6. น้ำหมักชีวภาพ หมายถึง สารละลายเข้มข้นหรือของเหลวที่ได้จากการหมักพืช หรือสัตว์ในสภาพควบคุมอากาศ และถูกย่อยสลายโดยจุลินทรีย์พวกยีสต์ แบคทีเรีย ที่ทำให้เกิดกรดแลคติก และเชื้อราต่าง ๆ ซึ่งจุลินทรีย์เหล่านี้มีบทบาทในการย่อยสลายสิ่งต่าง ๆ ภายในเซลล์พืชและสัตว์ ให้ปลดปล่อยธาตุอาหารหรือเอนไซม์ปริมาณน้อย โดยทั่วไปน้ำหมักชีวภาพมีปริมาณธาตุอาหารต่ำ น้ำหมักชีวภาพที่ผลิตจากสัตว์จะมีปริมาณธาตุอาหารสูงกว่าน้ำหมักชีวภาพที่ผลิตจากพืช น้ำหมักชีวภาพที่มีความเข้มข้นของสารละลายสูงก่อนนำไปฉีดพ่นกับพืชต้องผสมน้ำทำให้เจือจาง

—————————————————————-———————-

ข้อแตกต่างระหว่าง ปูนเพื่อการเกษตร และยิปซั่ม

ปูนเพื่อการเกษตร
1.ปรับสภาพดินกรดที่มีค่า พีเอช ต่ำให้สูงขึ้น
2.ละลายน้ำได้ยากจึงปลดปล่อยธาตุแคลเซียมให้เป็นประโยชน์ ต่อพืช ได้น้อย จะต้องไถพรวนคลุกเคล้ากับดินที่เป็นกรด จึงจะแลกเปลี่ยนประจุแคลเซียมให้กับดินและพืชได้

3.ไม่เคลื่อนย้ายสู่ดินชั้นล่าง เมื่อมีการให้น้ำ คงอยู่ในเฉพาะระดับที่ใส่หรือไถพรวน
4.ไม่แก้ไขปัญหาดินเค็มที่เกิดจากเกลือโซเดียม
5.ทำให้ผิวดินเกาะตัวกันแน่นน้ำซึมยากในกรณีที่มี การหว่านปูนไว้บนผิวดิน
6.ดินที่มีพี-เอช 7 หรือสูงกว่า แคลเซียมจะ อยู่ในรูปที่ละลายในน้ำยากจึงเป็นประโยชน์ต่อพืชได้น้อย
7.ไม่สามารถ ลดความเป็นกรดในดินชั้นล่างได้เนื่องจากละลายน้ำได้ยาก
8.ถ้าใส่มากเกินไปจะทำให้ธาตุอาหารพืชชนิดอื่น ถูกตรึงในดินอยู่ในรูปที่เป็นประโยชน์แก่พืชในดินได้น้อย ทำให้พืชขาดธาตุอื่นได้ เช่น ฟอสฟอรัส เหล็ก สังกะสี

ยิปซั่ม
1.มีผลกระทบเล็กน้อยต่อการเปลี่ยนแปลงค่าพีเอช ของดิน
2.อยู่ในรูปที่ละลายน้ำได้จึงปลดปล่อยให้แคลเซียมและกำมะถัน
3.ให้รากพืชดูดไปใช้ ประโยชน์ ได้ง่ายทัน ต่อความต้องการของพืช
4.เคลื่อนย้ายสู่ดินชั้นล่างเมื่อมีการให้น้ำ
5.แก้ไขปัญหาดินเค็มที่เกิดจากเกลือโซเดียม โดยประจุแคลเซียมในยิปซัมจะเข้าไปแลกที่ประจุโซเดียมในอนุภาคดิน แล้วโซเดียมจะถูกชะล้างออกไปจากดินได้โดยง่าย
6.แก้ไขปัญหาผิวดินเกาะตัวกันแน่น ทำให้ดินร่วนซุยมีช่องว่างซึ่งยอมให้น้ำและอากาศ
ผ่านลงไปในดินได้ง่าย
7.สามารถใส่ได้ทั้งดินที่เป็นกรด พี-เอช ต่ำ และดินด่างที่มี พี-เอช สูง
จะปลดปล่อย แคลเซียมเป็นประโยชน์ต่อพืชได้
8.ช่วยยับยั้งหรือ ลดความเป็นกรดในดินชั้นล่างได้
9.ไม่มีผลกระทบต่อ พืชอย่างรุนแรงและยังช่วย ลดความเป็นพิษของธาตุชนิดอื่นที่สะสมอยู่ในดินมากเกินไปจนเป็นพิษแก่พืช

—————————————————————-———————-

ยิปเม็ดบรรจุกระสอบ.

บริสุทธิ์ 98% , แคลเซียมที่เป็นประโยชน์ 32%
กระสอบ 25 กก. ตันละ 5,500 บาท
กระสอบ 50 กก. ตันละ 5,100 บาท
(ขั้นต่ำ 32 ตัน/ไม่มีขั้นต่ำ ถ้าลูกค้ามารับของเอง)

ยิปผงบรรจุกระสอบ.
บริสุทธิ์ 98% , แคลเซียมที่เป็นประโยชน์ 32%

—————————————————————-
———————-

Bigpack 1 ตัน ๆ ละ 3,500 บาท (คืนถุง)(ขั้นต่ำ 32 ตัน/ไม่มีขั้นต่ำ ถ้าลูกค้ามารับของเอง)
กระสอบ 50 กก. ตันละ 3,700 บาท (กระสอบขาวไม่มีตรา)

* เป็นราคาหน้าโรงงาน,รับสินค้าเอง,ไม่รวมค่าขนส่ง
* ราคาดังกล่าวเป็นราคาเปิด มีราคาลดสำหรับปริมาณมาก

ติดต่อ
คุณธนากร 0811979878
(thanakorn@koomtritong.com)

—————————————————————-———————-
รับสมัครตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ

- ราคาส่ง หรือจำนวนมาก ราคาพิเศษจนต้องรีบซื้อ
- คุณภาพรับประกัน วิเคราะห์สม่ำเสมอ และยินดีให้วิเคราะห์ตลอด
- สามารถส่งวิเคราะห์ และออกใบรับรองให้ร้านค้าได้
- ราคาส่งติดต่อโดยตรง คุณเอ๊กซ์ 0811979878
- รับทำยี่ห้อของลูกค้า ไม่คิดค่าบรรจุ เพียงเอากระสอบให้เราเท่านั้น( 10,000 ใบในครั้งแรก)
- ยินดีให้บริการวิชาการ/จัดรายการ/ช่วยการตลาดสำหรับร้านค้า โดยนักวิชาการด้านดินโดยตรง จาก ม.เกษตรศาสตร์